Monthly Archives

3 Articles

Health

วันนี้คุณดูนาฬิกาชีวิตแล้วหรือยัง

Posted by Lily Collins on

นาฬิกาชีวิต

ในสมัยโบราณ วิถีชีวิตของผู้คนโดยปกติแล้วมักจะทำกิจกรรมในเวลากลางวันและนอนในตอนกลางคืน ไม่เหมือนปัจจุบันนี้ที่มีแสงไฟ ไม่ว่าจะต้องการทำอะไรเวลาไหนก็สามารถทำได้ตลอดและไม่จำเป็นต้องเข้านอนตอนกลางคืนอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงหลงลืมและมองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไป

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “นาฬิกาชีวิต หรือ Biological Clock” หรือก็คือสิ่งที่อยู่ในตัวของมนุษย์เราทุกคน ซึ่งเป็นตัวที่คอยบ่งบอกว่าในแต่ละช่วงเวลาของวันร่างกายของเราควรจะทำอะไรบ้าง โดยมีความสัมพันธ์กันระหว่างระบบในร่างกายและช่วงเวลาต่างๆ เช่น เวลาที่ควรตื่นนอน เวลาที่ควรเข้าห้องน้ำ เวลาที่ควรรับประทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งถ้าหากปฏิบัติได้ตามเวลาของนาฬิกาชีวิต ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมไพเนียล หรือ Pineal Gland นั้น คือต่อมไร้ท่อที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของสมองส่วนซีรีบรัมซ้ายและขวา มันมีหน้าที่ในการสร้างสารเซโรโตนินเพื่อกระตุ้นให้เราตื่นนอนตอนเช้า และสร้างสารเมลาโตนินเพื่อให้เรารู้สึกง่วงในตอนกลางคืน อวัยวะส่วนนี้เองที่ทำงานเปรียบเสมือนนาฬิกาชีวิตของเรา ดังนั้น นาฬิกาชีวิตของคนเราจึงเหมือนกันทุกคน แต่กับบางคนที่สามารถนอนตอนกลางวันและตื่นในตอนกลางคืนได้นั้น เป็นเพียงแค่ความเคยชินของร่างกาย ไม่เกี่ยวกับนาฬิกาชีวิตแต่อย่างใด

และช่วงเวลาที่สำคัญที่เราไม่ควรหลีกเลี่ยงของนาฬิกาชีวิต มีด้วยกันทั้งหมดดังต่อไปนี้

– เวลา 04.00 – 05.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ปอดกำลังทำงานอย่างเต็มที่ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตื่นนอน เพื่อมารับอากาศบริสุทธิ์ของเช้าวันใหม่

– เวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงานเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย จึงเหมาะสมที่จะขับถ่ายในเวลานี้ การดื่มน้ำจะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

– เวลา 07.00 – 09.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะรับประทานอาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการพลังงาน

– เวลา 09.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายรู้สึกตื่นตัวที่สุด จึงเหมาะสำหรับการทำกิจกรรมหรืองาน

– เวลา 11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทานมื้อเที่ยง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่ลำไส้เล็กจะดูดซีมสารอาหารในตอนบ่าย

– เวลา 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการออกกำลังกาย

– เวลา 21.00 น. – 23.00น. เป็นช่วงที่ร่างกายจะเริ่มหลั่งสารเมลาโทนิน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้านอน

หากนาฬิกาชีวิตเพี้ยนไปอาจเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายกับร่างกายได้ ดังนั้น เราจึงควรหันมาเอาใส่ใจนาฬิกาชีวิต เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์ แข็งแรง

Health

ประคบร้อนหรือเย็น การปฐมพยาบาลอย่างง่ายๆ ที่ไม่ควรพลาด

Posted by Lily Collins on

Hot or Cold

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ที่นำพาตัวเราไปสู่อันตราย การปฐมพยาบาลนี่ล่ะ จะเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ให้อาการบาดเจ็บของเราสาหัสไปมากกว่านี้ หลักของการปฐมพยาบาลนั้นมีหลากหลายหัวข้อที่ควรเรียนรู้เอาไว้ แต่วันนี้บทความจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลที่เรียกว่าการประคบร้อนหรือการประคบเย็น ซึ่งเป็นหลักการปฐมพยาบาลที่คนส่วนใหญ่น่าจะมีโอกาสได้ใช้มากที่สุด

การประคบร้อนหรือเย็นนั้น ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะบางคนก็อาจไม่เข้าใจว่ามันต่างกันอย่างไรและเลือกวิธีประคบตามแบบที่ตัวเองชอบอย่างเดียว เช่น เลือกใช้วิธีประคบร้อนเพราะคิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดี แต่ดันนำไปใช้กับอาการบาดเจ็บไม่เหมาะกับการประคบร้อนเสียอย่างนั้น เป็นต้น และในหลายๆ ครั้งมันอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บที่ทวีคูณและทำให้หายช้ากว่าเดิม ดังนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับการประคบร้อนหรือประคบเย็นเอาไว้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด

ประคบร้อนหรือประคบเย็น ใช้ต่างกันอย่างไร?

            – การประคบร้อน ช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยลดอาการปวดเกร็งและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อต่างๆ ได้อีกด้วย

การประคบเย็น ช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากอาการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน โดยทำให้เส้นเลือดตีบและหดตัว ช่วยให้เลือดออกน้อยลง ลดอาการชา อาการบวมช้ำและบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ ซึ่งเกิดจากไมเกรน

การประคบทั้งร้อนและเย็น ในบางสถานการณ์ การประคบทั้งสองแบบอาจช่วยได้มากกว่า เช่น ในตอนที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องมาจากการยกของหนักๆ ควรใช้การประคบเย็นก่อน หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันจึงเปลี่ยนมาใช้การประคบร้อนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

ข้อควรระมัดระวังในการประคบร้อนหรือเย็น?

            – ในการประคบร้อน ควรระมัดระวังในการใช้ความร้อนที่สูงเกินไป เพราะอาจทำให้ลวกผิวหนังได้และไม่ควรประคบยาวนานอย่างต่อเนื่องเกินไป ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับ 1 วันคือวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที

– ในการประคบเย็น กรณีใช้น้ำแข็งประคบ ไม่ควรให้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงและไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อของผู้บาดเจ็บเกิดความเสียหายจากการขาดเลือดได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือวันละ 4-8 ครั้ง ครั้งละ 2-3 นาที

– กรณีผู้ป่วยเป็นโรคขาขาดเลือด ไม่ควรใช้การประคบร้อนหรือเย็นกับผู้ป่วยไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะความเย็นจะทำให้ขาขาดเลือดมากยิ่งขึ้น ส่วนความร้อนก็จะทำให้เลือดไหลเวียนมากระจุกกันแต่ความร้อนไม่ถูกคลายออกและอาจเกิดความร้อนสะสมจนเกิดอาการแผลลวกตามมาได้

– ในกรณีแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดมาประคบ เพราะจะทำให้บริเวณที่เจ็บขาดเลือด ส่งผลให้ขาดออกซิเจนจนเนื้อเยื่ออาจเสียหายได้ ควรใช้น้ำธรรมดาในการลดความร้อนแทน

Health

ทฤษฎีการล้างหน้าตามแนวขน แนวทางการดูแลผิวหน้าที่คุณคู่ควร

Posted by Lily Collins on

Wash Face

ใบหน้า คือส่วนที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของร่างกายเรา เพราะเป็นบริเวณที่ถือเป็นใบเบิกทางสู่สิ่งต่างๆ การดูแลใบหน้าของเราจึงมีความสำคัญ เพราะมลภาวะและสิ่งสกปรกอาจส่งผลให้ใบหน้าของเราหมองคล้ำและตามมาด้วยปัญหาสิวที่คอยกวนใจ จะดีกว่าไหม หากมีวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้สาวๆ ไม่ต้องกังวลกับปัญหาบนใบหน้าอีกต่อไป และทางออกของปัญหานั้นก็คือ “การล้างหน้าตามทฤษฎีแนวขน” เพราะการล้างหน้าแบบธรรมดาๆ นั้นอาจไม่เพียงพอ การล้างหน้าตามแนวขน นอกจากจะช่วยขจัดสิวและช่วยคืนความงามให้กับใบหน้าของเราแล้ว ยังช่วยให้ใบหน้าของเราไม่กลับมามีสิวอีกด้วย จะเป็นยังไงไปดูกันเลย

การล้างหน้าตามทฤษฎีแนวขนทำอย่างไร?

            ทฤษฎีการล้างหน้าตามแนวขน คือการล้างหน้าตามทิศทางของขนบนใบหน้า โดยใช้การสังเกตว่าขนบนใบหน้าของเรามีลักษณะเป็นอย่างไรและใช้ฝ่ามือลูบตามไปแนวนั้นโดยไม่ลูบย้อนกลับ ส่วนใหญ่แล้วมักมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • หน้าผาก : เริ่มลูบจากกึ่งกลางของหน้าผาก แล้วไล้ปลายนิ้วออกไปทางด้านข้าง โดยไม่ต้องลูบย้อนกลับมา
  • T Zone : ตั้งแต่กึ่งกลางของคิ้วลงมาถึงคาง ให้ลูบปลายนิ้วเบาๆ โดยไล่จากบนลงล่าง โดยไม่ต้องลูบย้อนกลับมา
  • แก้ม : เริ่มจากบริเวณดั้ง แล้วลูบปลายนิ้วออกมาข้างแก้มเบาๆ โดยไม่ต้องลูบย้อนกลับมา

เพิ่มประสิทธิภาพให้ทฤษฎีล้างหน้าตามแนวขนแบบง่ายๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • ล้างน้ำสะอาดตามแนวขน : หลังจากขจัดสิ่งสกปรกด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าแล้ว การล้างน้ำสะอาดด้วยวิธีนี้ก็จะช่วยทำให้ใบหน้าของเราสะอาดอย่างหมดจดมากยิ่งขึ้น
  • ใช้กระดาษทิชชู่ซับหน้าแทนผ้าขนหนู : เพราะผ้าขนหนูอาจมีไรฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่เรามองไม่เห็น การใช้กระดาษทิชชู่ซับหน้าแทนจะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านั้นได้ดีกว่า
  • สกินแคร์ : การใช้คลีนเซอร์หรือโทนเนอร์เพิ่มเติมจากการล้างหน้าตามแนวขน จะช่วยให้ผิวหน้าของสาวๆ ดูใสขึ้นได้ไวกว่าการล้างหน้าตามแนวขนเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับสาวๆ ที่อยากจะประหยัดงบก็เพียงปฏิบัติตามทฤษฎีอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอแล้ว

ข้อควรรู้เมื่อล้างหน้าด้วยทฤษฎีแนวขน

ในช่วงแรกของการล้างหน้าด้วยวิธีนี้ สาวๆ อาจพบว่ามีสิวผุดขึ้นมามากกว่าที่เคยเป็น แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะการล้างหน้าด้วยวิธีนี้จะช่วยขับเอาสิ่งสกปรกตกค้างออกมาได้มากกว่า ทำให้อาจมีสิวเกิดขึ้นตามมา แต่เมื่อมีวินัยและอดทนล้างหน้าด้วยวิธีนี้ไปเรื่อยๆ สาวๆ ก็จะพบว่าใบหน้าดูสดใส เปล่งปลั่ง และรูขุมขนดูกระชับขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ